samedi 28 janvier 2012

ข้าวผัดสเปน (Paella)



วันนี้แฟนอยากกิน Paella เลยจัดให้ซะหน่อย เพราะซื้อ Chorizo มานานแล้วแต่ยังไม่ได้จัดการสักที อันนี้ปกติฝรั่งเขาใช้กินเปล่าๆ เป็นอะเปราตีฟ แต่เราจะเอามาทำข้าวผัดสเปนแทน (จริงๆ แล้วมันจะมีไอ้เจ้า Chorizo ที่ใช้สำหรับทำกับข้าวเหมือนกัน) แต่วันนี้ใช้แบบนี้แทนคะ ส่วนไก่ก็ไม่ได้ใส่เพราะรู้สึกเบื่อ เพิ่งกินมาวันก่อนนี่เอง

แต่ส่วนประกอบที่สำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือ Safran (หรือเมืองไทยจะเรียกว่า หญ้าฟรั่น) ไม่งั้นมันก็จะไม่เป็นข้าวผัดสเปน แต่ที่สำคัญราคาแพงมาก ขวดนิดเดียว มีอยู่ 3 กระปุกเล็กๆ เกือบ 4 ยูโรแล้ว และอีกอย่างนึงคือ Chorizo มันจะมีรสชาติเผ็ดนิดๆ ช่วยทำให้รสชาติดีขึ้น มีกลิ่นของ Chorizo และเผ็ดนิดๆ คราวก่อนทำโดยไม่ใส่ไอ้เจ้านี่ รสชาติก็เหมือนข้าวผัดบ้านเราไม่มีผิด ฮ่าๆ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราจะทำรสชาติออกไปทางไทยนิดๆ อาจจะไม่เหมือนต้นฉบับนัก แต่รับรองว่าอร่อยแน่นอน คุณแฟนบอกว่าเหมือนกินที่สเปนเลยทีเดียว

ส่วนประกอบ

1. Safran
2. Zhorizo (ลักษณะจะคล้ายๆ กุนเชียง แต่รสชาติจะออกเผ็ดนิดๆ เค็มๆ ไม่หวาน)
3. ไวน์ขาว
4. ข้าวสารสำหรับหุง
5. หอมใหญ่
6. กุ้ง
7. หอยแมลงภู่
8. น่องไก่ตุ๋นแล้ว (แต่ครั้งนี้เราไม่ได้ใส่)
9. น้ำซุปไก่
10. เกลือ
11. พริกไทย
12. น้ำตาล
13. น้ำมันมะกอก
14. ถั่วลันเตา
15. พริกหวานสีแดงหั่นเต๋า

อันดับแรกนำหอมใหญ่หั่นละเอียดลงไปเจียวในกระทะที่เราใส่น้ำมันมะกอกไว้ให้หอม เสร็จแล้วนำกุ้ง, หอย, Chorizo และไก่ลงไปผัดไม่ต้องสุกมาก เพราะว่าเราต้องหุงข้าวในกระทะอีกประมาณ 30 นาที
หลังจากนั้นใส่ถั่วลันเตา และพริกหวานลงไปผัดรวมกัน
นำ Safron ใส่ลงไปในน้ำซุปไก่ที่เราต้มไว้แล้ว (ปริมาณน้ำซุป 2 กระป๋องครึ่ง โดยตวงจากกระป๋องที่ใช้หุงข้าว) คนให้ละลาย น้ำจะเป็นสีเหลือง
หลังจากนั้นนำข้าวสาร 2 กระป๋อง ลงไปผัดในกระทะ เติมเกลือ พริกไทย น้ำตาลลงไป ตอนนี้เราก็ชิมรสว่าโอเคหรือยัง หลังจากนั้นใส่ไวน์ขาวลงไปนิดหน่อย


นี่คือ Safran และไวน์ขาว

ส่วนนี่คือ Chorizo ที่ว่า


ผัดให้เข้ากัน หลังจากนั้นนำฝามาปิด หุงต่อไปอีก 30 นาที ใช้ไฟปานกลาง ไม่อย่างนั้นข้าวจะไหม้ได้ หรืออาจจะนำไปหุงในหม้อหุงข้าวก็ได้เหมือนกันคะ


เสร็จแล้วคะ ง่ายมาก หลังจากนั้นก็นำมะนาวฝานมาตกแต่งจานให้สวย
(แต่วันนี้ตกแต่งไม่ค่อยสวยเท่าไร ฮ่าๆ) และเวลาทานก็บีบมะนาวลงไปด้วย อร่อยคะ ^^


เวลาไปทานที่ร้านอาหาร เขาจะเสริ์ฟในกระทะร้อนมาเลยคะ




lundi 9 janvier 2012

ข้าวคลุกกะปิ



จริงๆ ทำไว้นานแล้วและหลายครั้งด้วย แต่ยังไม่ได้เขียน มันเป็นอาหารที่ทำง่ายมาก และไม่มีอะไรยุ่งยากเท่าไร ตอนเด็กๆ เคยกินข้าวคลุกกะปิ (คลุกกะปิจริงๆ แบบเอากะปิมาคลุกกับข้าว แล้วหั่นพริกขี้หนูใส่ลงไป แค่นี้แหละกินได้แล้ว ฮ่าๆ) แต่พอโตขึ้นมาหน่อยก็จะรู้จักข้าวคลุกกะปิอีกแนวหนึ่ง ที่เราหาซื้อกินได้ไม่ยาก และทำได้ไม่ยากอีกเช่นกัน

สิ่งที่ต้องเตรียม

1. ข้าวสวย
2. กระปิอย่างดี
3. หมูสามชั้นหรือหมูเนื้อแดงก็ได้คะ
4. ไข่ไก่
5. มะม่วงเปรี้ยว (แต่มิดหมีใช้แอปเปิ้ลเขียวแทนคะ เพราะหามะม่วงเปรี้ยวยากและแพง)
6. ถั่วฝักยาว
7. พริกขี้หนู
8. หอมแดง
9. น้ำตาลปี๊บ หรือน้ำตาลมะพร้าว
10. ซีอิ้วดำ
11. ซีอิ้วขาว
12. น้ำปลา
13. พริกไทย

มิดหมีจะนำกะปิผสมน้ำนิดหน่อยคะ ให้มันละลายเสร็จแล้วจึงนำกระทะตั้งไฟใส่หอมเจียวลงไปพอหอม สักพักก็นำกะปิที่ละลายน้ำลงไปผัดให้หอมแล้วจึงใส่ข้าวสวยลงไป (ข้าวสวยควรจะเป็นข้าวที่เย็นแล้ว มิดหมีว่าข้าวที่เพิ่งหุงเสร็จจะแฉะไปนะคะ) ผัดให้เข้ากันจนเป็นสีสวยแล้วจึงเอาไปพักไว้ มิดหมีไม่เติมน้ำปลาอีก เพราะกะปิที่ใช้ค่อนข้างเค็มอยู่แล้ว และไม่ได้เติมน้ำตาลเนื่องจากเราจะได้ความหวานจากหมูหวานแล้ว

หลังจากนั้นก็มาทำหมูหวาน จะใช้หอมเจียวลงไปเจียวให้หอมก่อนแล้วนำหมูลงไปผัด ตามด้วยน้ำตาลมะพร้าว 1 ฝา (ที่นี่จะหาน้ำตาลมะพร้าวง่ายกว่าน้ำตาลปี๊บนะคะ) เคี่ยวไปเรื่อยๆ เติมน้ำลงไปนิดนึงให้ขลุกขลิกนะคะ ใส่ซีอิ้วขาว  เติมน้ำปลานิดนึงให้รสชาติออกหวานเค็มนิดๆ เคี่ยวจนสีสวยเสร็จแล้วโรยพริกไทย นำมาพักไว้

ขั้นตอนต่อไปก็ทำไข่ฝอยคะ เจียวเหมือนเจียวไข่เลยคะ แต่ให้มันบางๆ ไว้ เสร็จแล้วนำมาหั่นเป็นฝอยๆ

มิดหมีใช้แอ๊ปเปิ้ลเขียวแทนมะม่วงเปรี้ยวคะ รสชาติเปรี้ยวใช้ได้เลย เพราะที่นี่ค่อนข้างหามะม่วงเปรี้ยวยาก และราคาแพงมาก ที่เมืองนี้มีขายอยู่ นำเข้าจากเมืองไทยเป็นมะม่วงน้ำดอกไม้ แต่กิโลละ 11.99 ยูโร คิดเป็นเงินไทยก็เกือบ 480 บาท ฉะนั้นก็กินแอ๊ปเปิ้ลเขียวแทนดีกว่า หุหุ นำมาล้างปลอกเปลือกแล้วซอยเป็นชิ้นเล็กๆ เหมือนสับมะละกอนะคะ หลังจากนั้นนำหอมแดง พริกขี้หนู, และถั่วฝักยาวมาซอยละเอียด

ถ้ามีกุนเชียงก็ใส่กุนเชียงด้วย แต่เป็นที่รู้กันว่าที่นี่ไม่ใช่เมืองไทย ฮ่าๆ เพราะฉะนั้นก็เลยไม่ได้ใส่

เสร็จเรียบร้อยแล้วคะ จัดจานให้สวยงาม

ปล. ไม่ได้บอกปริมาณว่าต้องใช้อะไรเท่าไร เพราะปกติจะกะเอาและชิมไปเรื่อยๆ ถ้าทำบ่อยๆ มันจะชินมือไปเองคะ ว่าต้องใส่อะไรแค่ไหน ลองดูนะคะ ^^


ไส้กรอกอีสาน







ครั้งนี้ภูมิใจมากเลยคะ หลังจากที่ครั้งแรกไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ต้องขอขอบคุณพี่เจ็ง แม่บ้านที่มาอยู่ฝรั่งเศส เพราะติดตามสามีมาทำงาน เป็นผู้ถ่ายทอดวิชา และแนะนำนับเคล็ดลับให้ บวกกับบางสิ่งบางอย่างปรับเปลี่ยนเอาตามความชอบ และศึกษาในแว็ปคนรักอาหารหลายๆ แว็ป ต้องขอขอบคุณอีกครั้งคะ _/\_

สิ่งที่ต้องเตรียม

1. หมูบด 1/2 กิโลกรัม
2. ข้าวเหนียวหุงสุก (หรือข้าวสวย) 3 ขีด
3. กระเทียมสับละเอียด 1 หัว
4. พริกไทยบดพอหยาบ 10-15 เม็ด
5. ผงทำแหนม Lobo 1 ห่อ
6. ไส้หมู
7. เชือกสำหรับมัด

ก่อนอื่นก็นำไส้หมูมาล้างให้สะอาด โดยเปิดก๊อกแล้วให้น้ำไหลผ่านหลายๆ รอบ (ที่นี่เขาจะหมักเกลือไว้ มันจะเก็บไว้ได้นานหลายเดือนเลย ซื้อครั้งนึงก็ใช้ได้เป็นปี ซื้อมา 320 กรัมประมาณ 7 ยูโร)



สับกระเทียมให้ละเอียด ส่วนพริกไทยก็นำมาบดหยาบๆ ครั้งแรกใช้พริกไทยป่นแล้วมาทำ มันจะไม่หอมเหมือนเรานำมาบดเอง เวลากินจะได้รสชาติของพริกไทยด้วย

หลังจากนั้นนำกระเที่ยมกับพริกไทยลงมาผสมกับหมูที่เราเตรียมไว้ ใส่ผงแหนมโลโบลงไปด้วย (ในผงทำแหนม มันจะมีเกลือแหนมอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องใส่เกลืออีก) ปล. ที่ใช้ผงแหนมเพราะว่ามันจะเปรี้ยวเร็วมาก แค่คืนเดียวก็กินได้แล้ว และรสชาติก็อร่อยด้วย แต่ครั้งแรกที่เราทำไม่ได้ใส่ผงแหนม เก็บไว้ 3 วันยังไม่เปรี้ยวเลย คราวนี้เลยใช้ผงแหนมช่วย ปรากฎว่าติดใจเลย หลังจากนั้นก็ใส่ข้าวเหนียว (หรือข้าวจ้าวหุงสุก) ลงไปผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน (ครั้งแรกเราใช้ข้าวสวย แต่ครั้งนี้ลองใช้ข้าวเหนียวดู รู้สึกว่ามันจะนุ่มกว่าข้าวสวยมากเลย)


อันนี้แบบที่ใส่ข้าวคะ

ส่วนอันนี้ใส่ทั้งข้าวและวุ้นเส้นคะ (สำหรับวุ้นเส้นแค่แช่น้ำให้นิ่มเฉยๆ คะ)
นี่คืออุปกรณ์ในการยัดไส้คะ อิอิ

ส่วนนี่คือไส้คะ

พอคลุกเคล้าจนเข้าเนื้อแล้ว หลังจากนั้นก็เป็นการยัดไส้ (ปล. เราจะรู้ได้อย่างไรว่ารสชาติโอเคแล้วหรือยัง เราสามารถแบ่งหมูที่เราผสมเรียบร้อยแล้วนิดหน่อยเอาไปเข้าไมโครเวฟให้สุก แล้วลองชิมดู) แต่ต้องระวังนิดนึง เพราะหมูบดที่ฝรั่งเศสส่วนมากเขาจะใส่เกลือลงไปด้วย มันจะเค็มอยู่แล้ว
วิธีการยัดไส้ ครั้งแรกที่ทำรู้สึกว่ามันลำบากมาก ยัดอยู่หลายชั่วโมงเลย ตอนแรกใช้ขวดน้ำพลาสติกมาตัดตรงปากขวดแล้วเอามาเป็นตัวช่วยในการยัด (เนื่องจากไม่มีเครื่องมือช่วย อิอิ) แต่ครั้งนี้ผ่านฉลุย ใช้เวลาแป๊บเดียวคะ แถมไม่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยด้วย ง่ายๆ ก็คือใช้มือจับไส้ให้มันอ้าเยอะๆ แล้วก็ใช้มือนี่แหละจับหมูยัดลงไป แต่ไม่ต้องใส่จนแน่น (คราวก่อนอีกเหมือนกัน หุหุ เราอัดจนแน่น ทำให้ไม่สามารถรัดเป็นข้อได้ เพราะแน่นเกิน คราวนี้เลยใส่แบบหลวมๆ เวลารัดแล้วมันจะเป็นข้อสวยงาม)


หลังจากนั้นก็เก็บไว้ (แค่ 1 คืนเท่านั้นสำหรับสูตรนี้นะคะ) โดยเอาไว้ข้างนอกตู้เย็นที่อุณหภูมิห้อง โดยปิดภาชนะให้สนิท แต่ถ้าไม่ใช้ผงแหนมก็เก็บไว้ประมาณ 3 วันคะ (ถ้าไม่ใช้ผงแหนม ต้องใส่เกลือลงไปด้วยนะคะ)  หลังจากนั้นมิดหมีจะเอาไปนึ่งให้เกือบสุกก่อนคะ (เพื่อความชัวร์ว่าสุกแน่ อิอิ) แต่ปกติไม่ต้องนึ่งก็ได้ แล้วแต่คนชอบนะคะ


(อันนี้เป็นรูปจากที่ทำครั้งแรก สังเกตว่ามันจะไม่เป็นข้อเท่าที่ควร เชือกมันจะรัดได้ไม่ถึงโคน มันจะเป็นกระเปาะๆ อย่างที่เห็นอะคะ เพราะใส่หมูแน่นจนเกินไป)

หลังจากนั้นก็นำไปเข้าตู้อบ ประมาณครึ่งชั่วโมงก็เสร็จเรียบร้อยคะ


ครั้งนี้เอาไปให้เพื่อนหลายคนลองชิมดู ปรากฎว่าผ่านคะ แม้กระทั่งแฟนยังบอกว่าอร่อยมากเลย ลองทำดูนะคะ ไม่ยากอย่างที่คิดคะ แถมสะอาดปลอดภัยด้วย พี่เจ็งที่แนะนำเคล็ดลับให้ยังบอกเลยว่ากลับไปอยู่เมืองไทยคราวนี้จะทำกินเองแล้ว ไม่กล้าซื้อกินอีกเพราะกลัวไม่สะอาด และถูกหลักอนามัย ^^

vendredi 6 janvier 2012

น้ำพริกมะม่วง



เมื่อสองวันก่อน โทรไปหาแม่ แกบอกกำลังทำกับข้าวมีน้ำพริกมะม่วงของโปรดเราด้วย อืมมมมมม พูดซะเห็นภาพ น้ำลายไหล วันรุ่งขึ้นเลยไปหาซื้อแอ๊ปเปิ้ลเขียว ซึ่งจำได้ว่าเคยซื้อมาครั้งนึงด้วยความที่ไม่รู้ พอกัดเข้าไปคำนึง โอ้โห ไม่อยากจะเอ่ย เปรี้ยวมากๆ แต่ตอนนั้นยังคิดไม่เป็น อแดพไม่ออกว่าจะทำอะไรกินได้ เลยทิ้งซะทั้งลูกเลย พออยู่ไปนานๆ เริ่มรู้แล้ว ด้วยเหตุที่ว่าซื้อของ Import จากเมืองไทยทุกอย่าง มีหวังจนแน่ๆ เลยเริ่มเอาของที่หาซื้อง่าย ราคาถูกในฝรั่งเศสมาดัดแปลงแทนของที่หาซื้อยาก และราคาแพงแทน

คราวก่อนเอาแอ๊ปเปิ้ลเขียวมาแทนมะม่วงในการทำข้าวคลุกกะปิ แต่ครั้งนี้ไม่ค่อยเปรี้ยวเท่าไร แต่ก็พอกล้อมแกล้มไปได้ แต่ครั้งนี้กลับไม่เปรี้ยวเลย หรืออาจเป็นเพราะฤดูกาลด้วยหรือป่าวไม่รู้ เลยตัดใจซื้อมะม่วงน้ำดอกไม้มา 1 ลูก เลือกขนาดย่อมๆ ไม่ใหญ่มาก แต่ราคาก็ยังเกือบๆ 3 ยูโรอยู่ดี (กิโลละ 11 ยูโรกว่าๆ โอวแม่เจ้า)  แต่ในใจก็แอบเข้าข้างตัวเองว่า นานๆ ทีไม่เป็นไรหรอกน่า ฮ่าๆ

สิ่งที่ต้องเตรียม

1. มะม่วงเปรี้ยว (น้ำดอกไม้)
2. พริกขี้หนู
3. กะปิ
4. น้ำตาลปี๊บ (หรือน้ำตาลทราย)
5. หอมแดง

ก่อนอื่นก็ปลอกเปลือกมะม่วงล้างให้เรียบร้อยแล้วนำมาสับ (เหมือนสับมะละกอทำส้มตำเลยคะ) ปลอกหอมแดงและพริกขี้หนูเอาใส่ครกตำพอหยาบแล้วใส่มะม่วงลงไป ตำพอหยาบ ไม่ต้องละเอียดแล้วใส่กะปิ น้ำตาลลงไป ชิมรสให้ออกเปรี้ยวหวานนำ  (ที่บ้านจะทานรสแบบนี้อะคะ) แค่นี้เป็นอันเสร็จเรียบร้อยคะ ง่ายมาก ทานกับปลานิลทอดร้อนๆ ผักกาดขาว ผักสดต่างๆ หรือผักลวกก็ได้ เมนูนี้ทำทีไร ทานข้าวได้เป็นกาละมังเลยคะ

ปล. ไม่ได้บอกปริมาณ เพราะมิดหมีไม่มีตำราที่ตายตัว ทำไปชิมไปคะ ค่อยๆ ใส่ อย่าเพิ่งใส่เยอะ เพราะถ้าไม่อร่อยแล้วจะแก้ยาก

เมนูนี้หลายคนอาจไม่รู้จัก เคยทำให้เพื่อนคนนึงกินเหมือนกัน เขาเป็นคนพิจิตร แกบอกไม่เคยกิน ไม่รู้จัก ฮ่าๆไม่รู้ว่าภาคอื่นๆ เขากินแบบนี้กันหรือป่าว แต่เรารู้จักมาตั้งแต่เด็ก เด็กบางปะกงอะคะ  ^^


dimanche 11 décembre 2011

หมึกนึ่งมะนาว



เมื่อวานไปจ่ายตลาดได้ปลาหมึกแช่แข็งมาถุงนึงคะ ตัวใหญ่มว๊ากกกกกก คุณแฟนบอกว่ามีโปรโมชั่นเลยเรียกไปดู มาจากตุรกี แฟนบอกว่าประเทศนี้เขากินอาหารทะเลกันเยอะ และราคาค่อนข้างถูก แต่เผอิญที่ตู้แช่ไม่มีราคาติดไว้ ก็คิดว่าคงไม่น่าจะเกิน 5 ยูโร เลยเลือกมา 1 ถุง พอกลับมาบ้านดูบิล OMG!! ถุงนี้ 10 ยูโรคร๊า วันนี้เลยจัดการซะหน่อยว่ามันจะอร่อยสักแค่ไหน ฮ่าๆๆ

ขั้นตอนก็ไม่ยุ่งยากอะไรเลยคะ เอาปลาหมึกมาเข้าไมโครเวฟ (ช่องละลายน้ำแข็ง) ให้น้ำแข็งละลาย และล้างเอาขี้และไส้ข้างในออก แล้วก็นำมาบั้งเป็นท่อนๆ (แต่อย่าบั้งให้ขาดนะคะ ให้ขาดแค่ด้านเดียวพอ ไม่งั้นมันจะหลุดออกมาเป็นชิ้นๆ จัดจานไม่สวยคะ อิอิ)


ตัวใหญ่มั้ยคะ

ระหว่่างนั้นก็ตั้งน้ำให้เดือด (มิดหมีใช้ซึ้งนึ่งคะ) แล้วเอาปลาหมึกที่เราล้างทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วลงนึ่ง ประมาณ 10 นาที ระหว่างที่รอสุกก็มาเตรียมน้ำมะนาว โดยนำกระเทียมกับพริกขี้หนูมาสับละเอียด โดยแยกกระเทียมหั่นเป็นแ่ว่นๆ ไว้ด้วย และหั่นมะนาวเป็นแว่นๆ เพื่อจัดจานคะ

ส่วนน้ำมะนาว ก็นำน้ำซุป (มิดหมีจะทำน้ำซุปแล้วใส่ช่องฟิตไว้ เวลาทำกับข้าวจะได้ไม่ต้องมาต้มน้ำซุปใหม่คะ) นำน้ำซุปมาเติมน้ำมะนาว, น้ำปลา และน้ำตาล ชิมรสตามชอบ เราชอบรสจัดก็จะใส่เยอะหน่อย เสร็จแล้วนำน้ำมะนาวที่เราเตรียมไว้มาเทใ่ส่ลงไปในปลาหมึกที่เรานึ่งไว้ และนึ่งต่อไปสัก 5 นาที เพื่อให้น้ำซุปเข้าเนื้อคะ




ตอนนี้นำน้ำมะนาวที่ปรุงแล้วราดลงไปแล้วคะ ปลาหมึกสีสวยทีเีดียว แต่ตอนราดน้ำมะนาวลงไปอย่าเพิ่งใส่หมดนะคะ เพราะจะมีน้ำจากปลาหมึกที่เรานึ่งออกมา สีมันจะออกเข้มๆ นิดนึง เวลาเอามาจัดจานจะไม่ค่อยสวย น้ำจะไม่ค่อยใส  พอนึ่งเสร็จเราก็ตักปลาหมึกออกมาจัดจาน โรยหน้าด้วยกระเทียม, มะนาวฝาน, ใบคื่นช่าย และพริกขี้หนูอีกครั้ง พร้อมกับน้ำมะนาวที่เราปรุงไว้ราดลงไป บางคนชอบทานแบบแยกน้ำจิ้ม (คือทานแบบแห้งๆ แล้วทำน้ำจิ้มซีฟู้ดมาจิ้ม) ก็สามารถทำได้เหมือนกันคะ หรือจะราดน้ำมะนาวลงไปเลย ซดน้ำแ๋ซ่บๆ ก็แล้วแต่คะ อร่อยเหมือนกัน  น่าเสียดายที่ปลาหมึกที่ฝรั่งเศสหาสดๆ ยาก และไม่มีไข่ ไม่งั้นคงได้กินหมึกไข่นึ่งมะนาวแล้ว ^^


เรียบร้อยคะ ง่ายมั้ยคะ ^^


แซ่บบบบบบบบบบคร่า ^^


lundi 28 novembre 2011

ข้าวหมูแดง



เมื่อวานเพิ่งทำข้าวหมูแดงคะ อร่อยใช้ได้เลยทีเีดียว ต้องขอขอบคุณ Food travel.com และ The end poor แว็ปไซด์ดีๆ ที่แนะนำเรื่องอาหารด้วยคะ เอาทั้ง 2 อย่างมามิกซ์แอนด์แมทซ์กันคะ

สิ่งที่ต้องเตรียม

1. ผงหมักหมูแดง
2. หมูเนื้อแดง
3. ไข่ไก่
4. ข้าวสวย
5. แป้งมัน
6. ซีอิ๊วดำ
7. ซีอิ๊วขาว
8. น้ำส้มสายชูอย่างดี
9. น้ำตาล
10. เกลือ
11. แตงกวา
12. ผักชี ต้นหอม
13. พริกอ่อน หรือพริกชี้้ฟ้าแดง

ก่อนอื่นนำหมูมาหมักกับผงหมักหมูแดงประมาณ 3 ชั่วโมงคะ (แต่ถ้าหมักค้างคืนได้จะยิ่งดี เพราะมันจะได้เข้าเนื้อคะ) โดยการนำผงหมักหมูแดงมาผสมน้ำเปล่า โดยไม่ต้องผสมอะไรแล้ว เพราะผงหมักรสชาติครบทุกอย่างแล้วคะ เสร็จแล้วก็นำเข้าตู้อบประมาณ 30 นาที พอสุกก็ยกออก ช่วงที่เราหมักหมูแดงมิดหมีนำไข่ต้มลงไปหมักด้วย เพื่อที่ไข่ต้มจะได้มีสีแดงสวยเหมือนหมูแดงคะ

หลังจากนั้นก็มาทำน้ำราดหน้าหมูแดงกันคะ โดยนำน้ำที่เราหมักหมูแดงนั่นแหละคะ มาผสมน้ำนิดหน่อย (กะโดยประมาณให้พอจำนวนปริมาณคน) ตั้งไฟให้เดือด แล้วละลายแป้งมันใส่ลงไป (ตอนที่น้ำกำลังเดือดนะคะ) หลังจากนั้นเติมซีิอิ๊วขาวลงไปนิดหน่อย ชิมรสดูตามใจชอบคะ สักพักก็ยกลง

 หมูแดงหลังจากที่อบเรียบร้อยแล้วคะ

 ตอนนี้นำน้ำหมูแดงพร้อมกับไข่ต้มมาต้มให้เดือด แล้วตักไข่ต้มแยกไว้ต่างหาก

หลังจากที่ผสมแป้งมันลงไปแล้วคะ 

เสร็จแล้วเรามาำทำน้ำจิ้มกันคะ ง่ายๆ อีกเช่นกัน นำซีอิ้วดำ, น้ำส้มสายชู, น้ำตาลทราย, เกลือมาผสมให้เข้ากัน มิดหมีเอาเข้าไมโครเวฟด้วย 30 วินาทีเพื่อให้น้ำตาลละลายเร็วขึ้น ชิมรสตามชอบว่าเราชอบรดชาติแบบไหน เสร็จแล้วโรยหน้าด้วยพริกชีฟ้าและผักชีคะ

ส่วนผสมของน้ำจิ้มคะ


น้ำจิ้มเสร็จเรียบร้อยคะ

หลังจากนั้นก็มาหั่นหมูแดง และไข่เตรียมเสริ์ฟคะ

เสร็จแล้วจัดจานให้สวย (จานนี้อาจไม่สวยสักเท่าไร หุหุ) ราดหน้าด้วยน้ำซอสหมูแดง เสร็จแล้วคะ



โดยปกติแล้วข้าวหมูแดงจะใส่กุนเชียง และหมูกรอบด้วย แต่เนื่องจากขัดสนเรื่องอุปกรณ์จึงทำได้เท่านี้คะ ถ้ามีอุปกรณ์ครบก็จะยิ่งอร่อยเข้าไปอีก ลองทำดูนะคะ ง่ายๆ และอร่อยคร่า ^^


dimanche 6 novembre 2011

ตามรอยตุลุส เมืองสีชมพู

เมืองตุลุส ได้ชื่อว่าเป็นเมืองสีชมพู ถิ่นกำเนิดแอร์บัส

มาแล้ว สดๆ ร้อนๆ ต้องรีบเขียนก่อนที่จะถูกดองเค็มเหมือนเมืองอื่นๆ หุหุ และก่อนที่จะนึุกไม่ออกซะก่อน
แต่เสียดายที่ไม่ได้ไปดูแอร์บัส เพราะว่าวันที่ไปเป็นวันหยุดยาวของฝรั่งเศส ที่นี่ต้องจองล่วงหน้าก่อนถึงได้เข้าไปชม

อาิทิตย์นี้มีวันหยุดยาว 4 วัน เสาร์-อังคาร ตอนแรกเลยเพื่อนคุณแฟนโทรมาชวนไปเที่ยวบาเซโรน่า ไปเป็นกลุ่มเพื่อนๆ จากที่ทำงาน (มิชลิน) รวบรวมได้ 7 คนแล้ว แต่ยังหาเพิ่มอีก 2-3 คน จะได้ช่วยกันหารค่าน้ำมัน และเที่ยวกันเยอะๆ น่าจะสนุกดี ตอนแรกอยากไปมากๆ เพราะยังไม่เคยไป และอยากไปกับเพื่อนๆ มั่ง รบเร้าแฟนขอให้ไป แต่แฟนยังลังเลอยู่ เพราะแกจะกลับจากเยอรมันเย็นวันศุกร์ แล้ววันเช้าวันเสาร์เราจึงเดินทาง ฮีบอกว่ากลัวจะเหนื่อย แต่พอตกค่ำ ฮีคงสงสารเห็นเราอยากไป เลยบอกว่าตามใจ ให้เป็นของขวัญวันเกิด  แต่พอตอนดึกๆ ฮีได้ forward อีเมลล์จากคุณเพื่อน ฮีเปลี่ยนใจซะอย่างนั้น พอเห็นตารางแล้วฮีบอกว่าเหนื่อยตายเลย เพราะแวะตามเมืองต่างๆ รายทางประมาณ 8 เมืองได้ จนสุดสถานีปลายทางที่เมืองบาร์เซโลน่า และแวะตุลุสด้วย เพื่อนเราอยู่เมืองนี้ด้วยคนนึง จึงอยากจะแวะไปหา ฮีบอกว่าแค่ขับรถก็ 24 ชั่วโมงแล้ว..... (- -)"

โอเคๆ ไม่ไปก็ได้ ก็เลยบอกว่างั้นเราไปเมืองตูลุสกัน 2 คนก็ได้ ฮีก็ตกลง เฮ้อ...... ค่อยยังชั่วหน่อย ^^

สรุปเราเดินทางกันเช้าวันอาทิตย์ วันเสาร์ขอไปดูเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้านใหม่ก่อน และให้ฮีพักผ่อนซัก 1 วันก่อน เราทำหมูกระเทียมและหุงข้าวเหนียวไปกินกลางทางด้วย เพื่อเป็นการไม่เสียเวลา และประหยัดงบประมาณ หุหุ ใช้เวลาขับรถประมาณ 4 ชั่วโมงโดยประมาณ ขาไปเราแวะ Albi กันด้วย แต่เอาไว้เขียนอีก บล็อคนึงแล้วกันเนอะ

เรานัดทานข้าวกันเพื่อนตอนค่ำที่บ้านเพื่อน ตอนแรกจะชวนไปทานร้านอาหารกัน แต่เพื่อนบอกว่าวันอาทิตย์ส่วนมากร้านปิด เราก็เลยสรุปว่ากินบ้านเพื่อนกันแทน เพื่อนจะโชว์ฝีมือด้วย เพราะอุตส่าห์กลับไปเรียนทำอาหารมาตั้งหลายหมื่น หุหุ

เด๋วขอเอารูปมาลงเรียกน้ำย่อยก่อนแล้วกันนะคะ


L'eglise du Taur
Cette eglise dont le nom rappelle le martyre du premier eveque saint Sernin, traine par un taureau, a la particularite d'afficher sur la rue un sperbe clocher-mur perce d'arcs en mitre
ภาพนี้เราเห็นจากในโปสการ์ด ในหนังสือไม่ได้เขียนบอกไว้ จึงเดินออกตามหาจนเจอ จะว่าไปก็ไม่ได้ตามหาหรอก เราเดินชมเมืองไปเรื่อยๆ จนเจอคะ สวยเหมือนในโปสการ์ดเลยหละ ชอบม๊ากๆ
ตอนหลังแฟนไปขอคู่มือการท่องเที่ยวที่ office de tourisme มาก็มีมุมนี้แนะนำไว้เหมือนกัน


เราชอบตึกน่ารักๆ แบบนี้ อาจจะแปลกไปจากคนอื่น หรือฝรั่งคนอื่นๆ ซะหน่อย เพราะส่วนมากเขาจะชอบดูโบสถ์กัน แต่เราชอบดูตึก หุหุ



L'eglise du Taur
Cette eglise dont le nom rappelle le martyre du premier eveque saint Sernin, traine par un taureau, a la particularite d'afficher sur la rue un superbe clocher-mur perce d'arcs en mitre
(Copy มาจากคู่มือที่ได้มาจากออฟฟิตสำหรับทัวริสคะ ภาษาฝรั่งเศสไม่ครบถ้วนด้วย เพราะไม่มีแป้นพิมพ์ภาษาฝรั่งเศสคร่า แงๆ)

บ้านเมืองที่ตูลุส ส่วนมากจะก่อสร้างด้วยอิฐสีแดง เป็นเอกลักษณ์ืที่สวยงามอย่างหนึ่งของเมืองนี้





ย่านนี้จะมีพวกมุสลิมอาศัยอยู่เยอะมาก มีร้านขายเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้แบบมุสลิมเยอะเลย

โบสถ์ที่อยู่ในเซ็นเตอร์ 
วันนี้วันอาทิตย์เขาจะมีการเข้าโบสถ์สวดมนต์กันด้วย






รูปนี้ถ่ายหน้าอพาร์ตเม้นท์เพื่อน อยู่ในเซ็นเตอร์เลย ดีจัง 
เราหลงรักบ้านเมืองที่นี่ซะแล้ว 


ตรงนี้คือเซ็นเตอร์ของเมืองนี้คะ เป็นแหล่งช้อปปิ้งที่ใหญ่มว๊ากกกก ร้านกาแฟน่ารักๆ น่านั่งก็เพียบ
ฝรั่งชอบมานั่งดื่มกาแฟรับแดดกัน

Hetel de Ville




สะพาน Neuf ที่มีชื่อเสียงของเมืองนี้



Hotel Dleu St-Jacques หรือโรงพยาบาลนี่เอง

ด้านใน รพ.



เดินจนเที่ยงแล้ว เราจึงตกลงกันว่าจะไปกินข้าวที่ร้านเวียดนามกัน เอ้บอกว่าร้านนี้อร่อยที่สุดแล้ว
อยากกินจัง ^^

มาแล้วคะ จานแรกเรียกน้ำย่อยกันก่อน อร่อยมั่กๆ
ราคาไม่แพงคะ ราคาตั้งแต่ 5-10 ยูโร แล้วแต่เมนูอาหาร แต่ขอบอกว่าร้านนี้เป็นร้านเล็กๆ ค่อนข้างแคบด้วยซ้ำ แต่คนแน่นร้านเลยคะ
หลังจากอิ่มหนำสำราญกันแล้ว ก็เดินทางต่อคะ ^^

La cathedrale Saint - Etienne อยู่ใจกลางเซ็นเตอร์เลยเช่นกัน 

 เครื่องเสียงของโบสถ์ อลังการมากๆ เขาว่ากันว่าเมืองไหนจะร่ำรวยเพียงใด ให้ดูจากโบสถ์ และเครื่องเสียงของโบสถ์




เงียบสงบ แต่แฝงไว้ด้วยมนต์ขลัง 






ข้างๆ โบสถ์ เป็นตึกสวยๆ ศิลป์ได้ใจจริงๆ



 ตึกนี้สวยเนอะ



หลังจากนั้น เราก็เป็นเวลาช้อปปิ้งคะ อิอิ
รุ่งเช้าของวันใหม่อากาศไม่เป็นใจ ฝนตกตลอดเลย เราไปเดินเล่นที่สวยญีุ่ปุ่นกันคะ


ระหว่างทางขับรถผ่านเห็นคลองเล็กๆ ร่มรื่นมาก มีคนมาวิ่งจ๊อกกิ้งกันเยอะเลย 
ช่วงนี้ใบไม้กำลังเปลี่ยนสีด้วย ได้ฟิลด์ไปอีกแบบ สวยคะ














ที่เมืองตุลุสมีร้านสเต็กอยู่ร้านนึงชื่อว่า L'entrecote วันแรกเห็นคนยืนต่อแถวกันยาวมาก ยาวจริงๆ นะคะ  ก็สงสัยว่าเขาต่อแถวทำอะไรกัน ได้ความว่าที่นี่เป็นร้านสเต็ก ณ.ตอนนั้นก็คิดในใจว่าต้องอร่อยแน่ๆ แต่คงไม่ไปต่อแถวหรอก กว่าจะได้กิน็หายอยากกันพอดี พอวันรุ่งขึ้นเราไปเดินในเมืองกันอีก และยังไม่เที่ยงดี ก็เลยได้ไอเดียชวนแฟนไปกินเพราะตอนนี้คนคงยังไม่ค่อยมี พอไปถึงร้านโชคดีมากเลย เพราะเราไม่ต้องต่อแถว ตอนนั้นก็ประมาณเที่ยง 10 นาทีได้ พอเรานั่งโต๊ะได้สัก 5 นาที โต๊ะก็เต็มแล้ว คนเริ่มมากันเยอะเลย ต่อแถวกันยาวเหยียด แถมฝนตกอีกต่างหาก แต่ก็ไม่มีใครย่อท้อกลับกันเลยนะคะ ยืนกางร่มต่อแถวกันยาวเหยียดเหมือนเดิม ประมาณบ่าย 2 แหละคนถึงได้หมด โอวมายก็อต!! แต่อร่อยจริงๆ คะ Confirm เนื้อเสต็กนุ่มสุดๆ น้ำซอสก็อร่อยไม่เหมือนใคร ออกเปรี้ยวนิดๆ มันฝรั่งจะมีพนักงานคอยมาถามตลอดว่าต้องการเติมเพิ่มมั้ย คือประมาณว่าเติมไม่อั้น แล้วก็จะมีสลัดผักพร้อมกับขนมปังให้ด้วย ที่นี่จะมีเมนูเดียวคะ คือทุกคนต้องสั่งเหมือนกันหมด สนนราคาก็ประมาณ 17 ยูโรต่อคน ไม่แพงเท่าไรคะ

ส่วนวันแรกที่มาถึงเราไปทานอาหารค่ำที่บ้านเอ้กันคะ รสมือเยี่ยมมากจริงๆ และกำลังจะเปิดร้านอาหารไทยในเร็วๆ นี้เช่นกัน อนาคตไปได้สวยคะ ^^
ใครที่มีโอกาสผ่านไปที่เมืองนี้อย่าลืมแวะไปอุดหนุนกันนะคะ อร่อยจริง ๆ คอนเฟิร์มคะ



" แพนงกุ้ง" จานนี้สุดยอดขอบอก


ป่นปลาก็แซ่บ

มีเนื้อแดดเดียวด้วยคะ อาหย่อย ^^

ต้องขอขอบคุณเอ้มากๆ เลยที่เป็นไกด์พาเที่ยว และยังมีอาหารอร่อยๆ ให้เราได้กินกันอีกด้วย _/\_